วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การจัดการ โรคแคงเกอร์ ด้วยตนเอง


             โรคแคงเกอร์  เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย   สามารถ โจมตี พืชตระกูลส้ม  มะนาว  และ มะกรูด

หน้าตาของโรคเป็น    จุดเหลือง   พบที่ใบพืช  มักระบาดมากในฤดูฝน  หรือ มีลมแรง ทำให้ ใบ

เสียหาย การสังเคราะห์แสงที่ลดลง ผลผลิตจะลดลง  หากโรคระบาดรุนแรง  กิ่งมะนาวจะ

แห้งตายได้เลย




การจัดการโรคแคงเกอร์ด้วยตนเอง ง่ายๆ ก็คือ พบใบไหน  กิ่งไหน เป็นให้ตัดทิ้ง  แล้วเผาทำลาย

 สำหรับต้น ที่ติดโรคแคงเกอร์  ทางเลือก ให้ ถอนทิ้ง เอาไปเผา   หรือ ใช้ ยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ

สูงแต่ราคาไม่แพงเกินไป    ซึ่งอาจใช้ ไฮโดรเจน ล้างแผล  พ่นบริเวณที่ติดโรคแคงเกอร์ได้

นอกจากนี้  อาจเลือกสินค้าทางเลือกอื่นๆ  ได้   สำหรับมะนาวต้นอื่น  ที่ยังไม่เป้นโรคควรตัด

แต่งกิ่งให้แสงผ่านได้  เต็มที่ จะช่วยฆ่าเชื้อโรคแคงเกอร์ได้ดี




                 จากภาพ กิ่งที่ติดโรคแคงเกอร์ ควรตัดทิ้งแล้วเผาทำลาย เสีย จะเป็นการทำลายเชื้อโรค

ที่ดี ที่สุด ปัจจุบัน การควบคุมโรคแคงเกอร์ ตามมาตราฐานทั่วไป จะใช้สารกลุ่มทองแดง ที่มี 

ข้อเสีย คือ มี ประสิทธิภาพต่ำ  และ ทองแดง คือ โลหะหนักที่มีพิษต่อมนุษย์


หากไม่มียาใดๆ เลย ทำไง

  1. ตัดแต่งกิ่งใบออกให้หมด 
  2. กิ่งไหน ติดโรคตัดทิ้ง เผาทำลาย
  3. ลำต้นหลัก บริเวณติดโรคให้ ใช้มีดกรีด ลอกเปลือกออก
  4. ทาแผลด้วย ปูนแดง หรือ แอลกอฮอล์ล้างแผล 
  5. รอใบชุดใหม่ จะไม่มีโรค ให้รักษาใบอ่อน สูตร 1-4-8



ภาพต้นมะนาว  ก่อน ตัดกิ่งใบทิ้ง



ภาพต้นมะนาว หลังตัดใบ กิ่งที่ติดแคงเกอร์ทิ้ง


กรณี ต้องการควบคุมโรคแบบปลอดสารพิษ

แนะนำใช้ ผลิตภัณฑ์ Killer B ปราบโรคแคงเกอร์ และ รากเน่า โคนเน่า 

สนใจอ่านแนวคิดของ ผลิตภัณฑ์ Killer B คลิก 

วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ฤดูฝนมาแล้ว ต้องเตรียม อะไรบ้าง ในสวนมะนาว

หลักการที่ ผมจะเขียน ต่อไปนี้ ใช้ได้ กับ สวนมะนาว มะกรูด ส้ม และ ส้มโอ


หลักการทั้งหมดเหมือนกัน  เพราะ เป้นพืช ประเภทเดียวกัน ใช้หลักเดียวกัน

จุดโรคแคงเกอร์ที่ใบ


สิ่งที่ต้องเตรียมตัวมีดังนี้ ในช่วงฤดูฝน ได้แก่

  1. การป้องกันโรคแคงเกอร์
  2. การป้องกันรากเน่า โคนเน่า
  3. การป้องกันกิ่งหัก ฉีกขาด ล้ม
  4. การระบาดของหนอน
คิลเลอร์บี ใช้ ป้องกัน โรคแคงเกอร์ รากเน่า โคนเน่

1 การป้องกันโรคแคงเกอร์  เราจะใช้ การตัดแต่งกิ่งให้โปร่งแสงเข้าได้ มาช่วยกำจัดเชื้อโรค  ดังนั้น กิ่งใบไหนที่ถูกบดบัง ไม่โดนแสงแดด ต้องตัดทิ้ง  และ สุดท้าย ต้องพ่น Killer B ที่หมักแล้ว ให้ทั่วทุก ใบ ทุกกิ่ง มะนาว ในช่วงฟโุฝนทุกเดือน  จะช่วยป้องกันแคงเกอร์ได้ดีนักแล



2   การป้องกันรากเน่า โคนเน่า เราก็ใช้ การราด  Killer B ที่หมักแล้ว  บริเวณดิน ในรอบๆ ทรงพุ่มมะนาว  ในช่วงต้นฤดูฝน   และ ราด Killer B ที่หมักแล้ว  อีกครั้ง ในเดือน สิงหาคม จะช่วยป้องกัน โรครากเน่า โคนเน่าได้ดีมาก
รากเน่าเกิดจากเชื้อรา


3 การป้องกันกิ่งหัก ฉีกขาด ล้ม  คือ เริ่มต้น จากการปลูกพืชแนวกันลม แนะนำ ใช้ ต้นสนปฎิพัท จะช่วยลดความเร็วของลม  และ การระบาดของโรคแคงเกอร์ได้อีกด้วย  นอกจากนี้ กิ่งแขนงของ ต้นสนปฎิพัท ยังสามารถ นำมาทำเป็นไม้ ค้ำยันกิ่งที่ทนทาน   ดีกว่าไม้ไผ่อีกด้วย  และ สุดท้าย คือการค้ำ ลำต้นหลักไม่ให้โยกคลอน  โดยใช้ไม้ค้ำยัน คล้ายๆ กับ กางกระโจมอินเดียแดง จะ ช่วยป้องกันต้นมะนาว หรือ ส้มโค่นล้มได้ดีมาก    สุดท้ายกิ่งใบที่มีมากเกินไป ตัดออกเสียบ้าง จะลดโอกาสกิ่งฉีก  หรือ หัก ได้ดีเลยทีเดียว 

หนอนตายจากเชื้อ บีที โดยไม่ใช้สารเคมี 

4 การระบาดของหนอน  มักพบมาก ช่วงฤดูฝนโยเฉพาะหนอนกิบใบ  เราสามารถหมักเชื้อแบคทีเรีย บีที ที่มีความสามารถในการฆ่าหนอนให้ตาย  โดย ให้ ในช่วงต้นฤดูฝน   และ ให้เชื้อ แบคทีเรีย บีที  อีกครั้ง ในเดือน สิงหาคม   กรณีพบการระบาด สามารถ พ่นแบคทีเรีย บีที เพื่อฆ่าหนอน ได้ทันที


วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

เริ่มต้น ได้ดี กับ กิ่งพันธุ์ปลอดโรค

มะนาว และ ส้ม กับ โรคแคงเกอร์ เป็น ของ คู่กัน มานานแสนนาน

แต่เราสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ ว่าสวนเรา ต้องปลอดแคงเกอร์ได้

ทำการเริ่มต้น ให้ถูกต้อง โรคแคงเกอร์ จะไม่มีมันง่ายขึ้นเยอะเลย





ผู้เขียน มี เทคนิค 3 ข้อ จัดสวนให้ไม่มีโรคแคงเกอร์ เลยก็คือ


1 ใช้ กิ่งพันธ์ุที่ปลอดโรคแคงเกอร์

สนใจ กิ่งมะนาวปลอดโรคแคงเกอร์ คลิก



2  ฆ่าเชื้อกิ่งพันธุ์ที่ได้มาด้วย ยา Super C

ยา Super C 1 ซอง ผสมน้ำสะอาด 60 ลิตร + น้ำยาล้างจาน 20 มล

แช่กิ่งมะนาว ให้จมน้ำยา นาน 30 นาที




3 ป้องกันโรคแคงเกอร์เข้าสวน

ปลูกไม้กันลม สนฏิพัทธ์ ขวางทิศทางลมเข้าสวน

ใช้แบคทีเรีย คิลเลอร์บี พ่นใบมะนาว ทุก 2 ถึง 3 เดือน


ทำแค่นี้ 3 ข้อ ตอนเริ่มต้นสวนมะนาว สวนส้ม รับรอง ปลอดแคงเกอร์


วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ดินป่วย คุณต้องรักษา

ดินป่วย คุณต้องรักษา


คุณเคยไหม รู้สึกไหม ที่ ปลูกต้นไม้แล้ว ไม่งาม ใบมันออกอาการแปลกๆ

ปลูกมะนาว หรือ ต้นไม้แสนรัก ของคุณก็ไม่โตสักที หรือ จะเป็นไม้แคระ

หลายครั้ง ต้นมะนาว  หรือ ไม้ผล ยืนต้นตายไปดื้อ แบบไม่ร่ำลากันสักนิด



บางทีผมก็สงสัย   หรือว่า  เราจะเอาดี โดยการปลูกบอนไซ  ดีกว่าไหมครัช

ไม้ต้องครับ ท่านผู้ชม สาเหตุ ที่ ต้นไม้ แสนรัก ของคุณ ไม่งาม ไม่โต

ออกอาการแปลกๆ เกิด จาก ดิน ดินมันป่วย ดินมันเลว ต้องรักษา



ผม เภสัชเอก รักษาดินมาแล้ว  ง่ายกว่ารักษา ผู้ป่วยเบาหวานเยอะ


การรักษาดินป่วยให้กลับมาแข็งแรง ให้ทำดังนี้



1 ปรับ ความเป็นกรดด่าง ดิน ให้ได้ pH 6.0 ถึง 7.0

โดยใช้ ปูนขาว  หรือ โดโลไมท์ เติมทีละนิด ทุก สามวัน



2 เติม โปตัสเซี่ยม ฮิวเมท ลงในดิน  เพื่อ เพิ่มความสามารถในการรับปุ๋ย

โดยผสม  โปตัสเซี่ยม ฮิวเมท 3 กรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตร ราดลงดิน พอเปียก



3 แก้ปัญหาดินแน่น ให้ใช้เหล็กเส้น  แทงดิน ลึก 20 cm

รอบๆ ทรงพุ่ม  บริเวณ ประมาณ 5-20 จุด


4 ฆ่าเชื้อราก่อโรคในดิน  โดยแบคทีเรีย คิลเลอร์บี Killer B




ราด ลงดิน รอบๆ ต้นไม้แสนรัก ทุก 6 เดือน  อ่าน การใช้ คิลเลอร์บี คลิก

หากไม่มี ใช้ เชื้อราไตรโครเดอร์ม่า แทน ได้





5 เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน โดยแนะนำ ใช้ ปุ๋ยคอก  พอประมาณ

เตรียม ปุ๋ยคอก ที่หมักกับ  คิลเลอร์บี นาน 30 วัน


สิ่งที่ต้องเตรียม


  • เครื่องวัด  pH ในดิน
  • ปูนขาว หรือ โดโลไมท์
  • โปตัสเซี่ยม ฮิวเมท
  • เหล็กเส้นขนาดเล็กยาว 25 cm ขึ้นไป
  • แบคทีเรีย คิลเลอร์บี



ดินป่วย คุณต้องรักษา



วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

พบบ่อยใน มะนาว การขาด ธาตุ สังกะสี

ธาตุ สังกะสี  (  Zinc )มีความจำเป็น ในมะนาวมากพอสมควร โดย สังกะสี  ป็นส่วนหนึ่งของระบบเอ็นไซม์ที่ควบคุมสมดุล ระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และ กรด คาร์บอนิก เป็นองค์ประกอบของเอ็นไซม์ ที่ทำหน้า ที่ในกระบวนการเมแทบอลิซึมของโปรตีน จำเป็น สำหรับการสร้างคลอโรฟิลล์ ช่วยให้กระบวนการ สังเคราะห์แสงเป็นไปอย่างปกติ  นอกจากนี้ สังกะสียัง เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซินที่ส่งผลต่อการออกดอก ติดผลอีกด้วย 




อาการ ขาดสังกะสีรุนแรง ใบมะนาวจะซีดเล็ก  และ มีขนาดเล็กกว่าปกติ  อาจส่งผล ถึงการแคระแกร็นของต้นมะนาวได้   ลักษณะจะคล้ายโรคกรีนนิ่ง โดยเราจะมักพบกับการขาดธาตุสังกะสีในดินทราย  หรือ  ดินที่มีความเป็นด่าง นอกจากกนี้ ความแล้ง บวกกับสภาวะขาดน้ำ ทำให้เกิดการขาดธาตุสังกะสีเพิ่มขึ้น ขึ้น

วิธีการจัดการการขาด Zinc
ปรับ pH ดินให้เป็นกรดอ่อนๆ  และ เติมธาตุสังกะสีลงดิน บวกกับการพ่นธาตุสังกะสีไปพร้อมๆ กันในช่วงแรก  โดยที่ การ เติมธาตุสังกะสีลงดิน  มีความสำคัญมากกว่า แบบพ่นทางใบ



วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ปุ๋ยเคมีใส่น้อย ใส่บ่อย ดีกว่าใส่มาก นานๆ ครั้ง

               
             

                โดยปกติ  ชาวสวนส่วนใหญ่   มักไม่ให้ปุ๋ยเคมีแก่ต้นมะนาว บ่อยๆ เนื่องจากเสียเวลา  และแรงงานพอสมควรดังนั้น    เกษตรกรส่วนใหญ่จะให้ปุ๋ยเคมีแก่มะนาว    ปีละ 4 ถึง 6 ครั้ง   เท่านั้น ซึ่งถือว่าผิดพลาดอย่างแรงเลยทีเดียว   เนื่องจากมะนาว  ต้องการปุ๋ยทุกวัน    การให้ปุ๋ยทุก 2-3 เดือน ก็เหมือนให้ต้นมะนาวอดอาหารจนหิวโซ   โดยในแต่ละวัน จะได้อาหาร (ปุ๋ย) น้อยๆ ไม่พอกิน แต่พอครบทุก 2- 3 เดือนจะได้    อาหาร  หรือ ปุ๋ยมากมายมหาศาล  จนกินไม่หมด ต้องเหลือทิ้งไป อย่างน่าเสียดาย  เนื่องจาก   รากมะนาว ดูปุ๋ยได้จำกัดในแต่ละวัน ปุ๋ยเคมีที่ดูดซึมไม่หมด มากกว่าครึ่งก็จะเสื่อมสลายไปจากดิน   บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว  มากกว่าครึ่ง 


ข้อเสีย ของการให้ปุ๋ยทางดินทีละมากๆ
  • ปุ๋ยกว่าครึ่ง เสื่อมสลาย ก่อนที่พืชจะได้ใช้
  • ทำให้ต้นมะนาวเติบโตไม่เร็วเท่าที่ควร
  • เปลืองเงินค่าปุ๋ย
  • อาจเกิด การไหม้ จากปุ๋ย
  • เปลืองแรงงาน


การให้ปุ๋ยเคมีทางดินขั้นเทพในมะนาว
  • ให้ปุ๋ยเคมีที่ละลายน้ำไป กลับ ระบบน้ำหยด หรือ มินิสปริงเกอร์
  • ให้ปุ๋ยเคมี อย่างน้อยทุก 7 วัน แบ่งให้ทีละน้อย
  • หากมีเวลา สามารถแบ่งให้ปุ๋ยเคมี ทุกวันมะนาวจะโตเร็วขึ้น


      การให้ปุ๋ยเคมี ที่ประหยัด  ต้องให้ตามความต้องการของพืช  หากมีผลการวิเคราะห์ดินไปด้วยจะดีมาก  ก็จะไม่ต้องให้ปุ๋ย  หรือ ธาตุอาหารที่มีมากในดินอยู่แล้ว  ตรงนี้ จะช่วยประหยัดได้มาก ต่อมาก็คือปริมาณให้ปุ๋ยในแต่ละครั้งนั้น ต้องคิดจากว่า ความต้องการปุ๋ยทั้งปีของมะนาว  เป็นเท่าใด  แล้วให้ปุ๋ยตามนั้น เช่น  จากการข้อมูลของดิน พบว่ามะนาว ต้องการปุ๋ยเคมี ก ปีละ 770 กรัม ต่อต้น ต่อปี  แสดงว่า หากแบ่งให้ทุก 7 วันมะนาวจะได้ปุ๋ย ครั้งละ

                            770 X ( 1/52 )  =  14.8 กรัม ทุก ๆ 7 วัน  นั่นเอง


คำตอบ  ให้ ปุ๋ยเคมี  ก  แก่ มะนาว 15 กรัม ทุก 7 วัน

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปุ๋ยโยกหน้าทางดิน หาซื้อไม่ได้ทำไงดี ผมมีทางออก

ปกติ ไม้ผล หรือ ไม้ยืนต้น ทุก ชนิด ต้องการ ปุ๋ยโยกหน้ามากที่สุด

เนื่องจาก ปุ๋ยโยกหน้า จำเป็นต่อ ไม้ผลในเกือบทุกระยะ เรียกว่าใน

1 ปี มี 12 เดือน เราต้องใส่ ปุ๋ยโยกหน้า อยู่เกือบๆ 10 เดือนเลยทีเดียว



กล่าวคือ ช่วง มะนาว หรือ ไม้ผลกำลังโต ก็ใส่ ปุ๋ยโยกหน้า ตลอดเลย

หรือ ตอนติดผลแล้ว ต้องการให้มีผลขนาดใหญ่ ก็ใส่ปุ๋ยโยกหน้าอีก

จะมีใส่ปุ๋ยโยกหลัง แค่ 2 ช่วง คือ ก่อนออกดอกเกือบ 2 เดือน และตอน

ก่อนจะเก็บผล   เท่านั้น เราจะใส่ปุ๋ยดยกหลังเพื่อเพิ่ม ความหวานให้

ผลไม้ ปุ๋ยโยกหน้า ที่ มีจำหน่าย ผมเห็น บ่อยๆ มี อยู่ 2 ยี่ห้อ ก็คือ


  • ปุ๋ยยาร่า 21-7-14 + แคลเซี่ยม
  • ปุ๋ยพลอยเกษตร  21-7-18 


แต่ถ้า หาซื้อปุ๋ยโยกหน้า ไม่ได้ จริงๆ ท่านสามารถผสม ปุ๋ยโยกหน้าใช้เองได้โดยการ
 นำปุ๋ยที่หาซื้อง่าย สามชนิด มาผสมกัน คือ ปุ๋ยสูตร ยูเรีย สูตรเสมอ 15 และ สูตร โปตัสเซี่ยม


  1. ปุ๋ยยูเรีย  46-0-0 จำนวน 2 ส่วน
  2. ปุ๋ยสุตร 15-15-15 จำนวน 1 ส่วน
  3. ปุ๋ยสูตร 0-0-60  จำนวน 1 ส่วน
ผสม คลุกเคล้าให้เข้ากัน มากที่ สุด จะได้เป็นประมาณ  ปุ๋ยสูตร    27- 4-19  ซึ่งลงตัวพอดี


กล่าว คือ ปุ๋ยโยกหน้า ต้องการ ไนโตรเจน หรือ N มาก  และ โปตัสเซี่ยม หรือ K ลองลงมา


นั่นเอง  ปกติ การให้ปุ๋ยโยกหน้า ควรให้บ่อยๆ แต่ให้ ทีละน้อย โดยอาจให้ ทุก 7-14 วัน/ครั้ง





วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

ปุ๋ยโยกหลังทางดิน ผสมใช้เองได้

ปุ๋ยโยกหลังทางดินคือ ปุ๋ยที่มี ไนโตรเจน หรือ  N  น้อย  แต่จะมี  โปตัสเซี่ยม หรือ  K มาก

 ปกติ ปุ๋ยโยกหลังทางดิน หาซื้อสำเร็จรูป ได้ยากมาก ดังนั้น เราจำเป็น ต้องผสมปุ๋ยใช้เอง



โดยเตรียมปุ๋ยสูตร 15-15-15  ปริมาณ 1 ส่วน ผสมกับ ปุ๋ยสูตร 0-0-60 ปริมาณ 1 ส่วน

ผสมให้เข้ากัน ให้ดีที่สุด จะได้เป็นปุ๋ย สูตร 7.5-7.5-37.5 หรือ 15-15-75 ซึ่งจะได้สัดส่วน

N น้อย  แต่ K มาก เมื่อ  ไนโตรเจน หรือ  N  น้อย ต้นไม้ ก็จะไม่ค่อยแตกใบอ่อนออกมา

จะเหลือแต่ใบเต็มวัย ทำให้ ทุกใบของต้นไม้ สังเคราะห์แสง ได้เต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ 100%



ทำให้ พืชมี การสะสมอาหาร ได้อย่างเต็มที่ พร้อมออกดอก และ ให้ผลผลิตต่อไป ได้

ในทางตรงกันข้าม กับ การให้ปุ๋ยโยกหน้าที่มี ไนโตรเจน หรือ  N  มาก จะกระตุ้นให้แตกใบอ่อน

ใบอ่อน ที่ พึ่งเกิดใหม่ ยังไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ทันที จึงต้องดึงอาหารสะสม จาก ต้นพืช

มาใช้ ทำให้ ไม่มีอาหารสะสมมากพอ  ทำให้ พืชไม่สามารถ ออกดอกได้นั่นเอง  และ ประโยชน์

ของ  ปุ๋ยโยกหลังทางดิน ก็ คือ การที่ มี  โปตัสเซี่ยม หรือ  K มาก จะ ช่วยลำเลียงแป้ง หรือ น้ำตาล

ได้ดีขึ้น ดังนั้น    ปุ๋ยโยกหลังทางดิน  จะทำให้ ผลไม้มีรสหวาน ขึ้นนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

7 ยาฆ่าแมลง ที่แนะนำให้ ใช้ สำหรับ มะนาว และ ไม้ผลต่างๆ

          ยาฆ่าแมลง แบบเคมี  ยังคงมีความจำเป็นอยู่ ในการปลูกไม้ผลในเขตร้อน ของประเทศไทย

โดยเฉพาะ     เกษตรกร ที่ไม่ได้   ทำงานสวนเต็มเวลา หรือ เก่งเรื่อง เกษตรอินทรีย์มาก คงยากที่จะ



หลีกเลี่ยง สารเคมีในการควบคุม และ กำจัดแมลง ศัตรูพืชได้ โดยบทความ นี้ จะเน้น กับไม้ผล พวก

มะนาว ส้ม ส้มโอ มะกรูด มะละกอ ทุเรียน และ ขนุน เป็นต้น มันมีหลักการและศัตรูพืชที่คล้ายๆกันอยู่





  1. อะบาเม็กติน
  2. อิมิดาคลอพริด
  3. คาร์บาริล
  4. แลมด้า ไซฮาโลทริน
  5. ฟิโพรนิล
  6. อามีทราช
  7. ผงกำมะถัน



 แต่ละตัว  ผู้เขียน จะยังไม่ลงรายละเอียด เพราะ จะเขียนแยก ยาฆ่าแมลง ทั้ง 7 ชนิด อยู่แล้ว ในบล็อก

แต่จะสรุป สั้น ๆ ในแต่ละตัว พอ ซึ่ง ได้แก่



1 อะบาเม็กติน เป็นยาฆ่าแมลงที่เข้าน้ำมัน หรือ เป็นยาร้อน ใช้กำจัด ได้ทั้งหนอนและเพลี้ย





2 อิมิดาคลอพริด  เป็นยาฆ่าแมลงที่ละลายน้ำ พ่นใส่ผลไม้ได้ ใช้กำจัด ได้ทั้งหนอนและเพลี้ยไฟ


3 คาร์บาริล เป็นยาฆ่าแมลงแบบผง สามารถใช้  กำจัด ได้ทั้งหนอนและเพลี้ย



4 แลมด้า ไซฮาโลทริน  เป็นยาฆ่าแมลงที่เข้าน้ำมัน หรือ เป็นยาร้อน ใช้กำจัด ได้ทั้งหนอนและเพลี้ย



5 ฟิโพรนิล ปกติจะใช้ในรูปแบบยาน้ำ   ใช้กำจัด ได้ทั้งปลวก ด้วง และเพลี้ย



6 อามีทราช ใช้กำจัดไรแดง ไรสนิม





7 ผงกำมะถัน   เป็นผงสีเหลือง ใช้ผสมน้ำ  ใช้กำจัดไรแดง ไรสนิม



วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

รวม 4 เทคนิครากดี บอกต่อ สำหรับมะนาว และ ไม้ผลอื่นๆ

สำหรับพืชแล้ว ราก มีส่วนสำคัญมาก ถึงมากที่สุด  เนื่องจาก รากมีหน้าที่

ดูดน้ำ และ ธาตุอาหารจากดินไปใช้  หากรากมีปัญหา การดูดน้ำ ธาตุอาหาร




จะทำได้ น้อยกว่าปกติ  ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของมะนาว และ ไม้ผล

เกือบทุกชนิด  หากรากพืชต้องตายลงเพราะเชื้อโรค หรือ สารเคมีแล้วนั้น




มันจะทำให้มะนาว ส้ม หรือ ไม้ผล ตายได้เลยทีเดียว ต่อไปนี้ คือ เทคนิค

ขั้นเทพ 4 ข้อ ที่จะทำให้รากมะนาวดี แม้จะปลูกไปแล้ว ก็ตามที

1 ปรับปรุงดิน โดยการเติมปูนขาว กรณี ดินมีความเป็นกรด หรือ pH ต่ำกว่า 5.5
นอกจากนี้ การให้ ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก จะส่งผลให้ดินมีโครงสร้างที่ดี
และมีธาตุอาหารเพียงพอ จะส่งดีทันที ทำให้รากมะนาวแข็งแรง และ มีการเจริญ
เติบโต ของรากดีขึ้น




2 การเติมเชื้อรา และ แบคทีเรีย ที่ดี มีประโยชน์ลงในดิน จะช่วยในหลายๆด้าน เช่น
ทำให้รากได้รับการคุ้มครอง ป้องกันจากโรครากเน่า โคนเน่า ไม่ว่าจะเป็นการเติม


แบคทีเรีย Killer B หรือ ราไตรโครเดอร์ม่า เป้นประจำ ทุก 6 เดือน นอกจากนี้ ยังมี
ประโยชน์เรื่องการย่อยสลายปุ๋ย อินทีย์วัตถุในดิน  กระตุ้นภูมิต้านทาน ให้พืชอีกด้วย




3 การแก้ไขปัญหาดินแน่น โดย แทงเหล็กเส้น 4 ถึง 8 รู รอบ ทรงพุ่มมะนาว ปัญหาดินแน่น
จะพบได้มาก กรณี ปลูกมะนาววงบ่อ ควรมีการตรวจดูว่า มีดินแน่นหรือไม่ทุก 6 เดือน
นอกจากนี้ การเติมทรายหยาบ และ ปุ๋ยคอก ก็ช่วยลดอาการดินแน่นได้ดีมาก




4 การใช้ฟางข้าวคลุมดิน  โดยฟางข้าวจะช่วยเพิ่้มความชื้น และ ลดความร้อนที่ผิวดิน
ทำให้รากมะนาว หรือ ไม้ผลจะเจริญงอกงาม เพิ่มมากขึ้น และต่อมา เมื่อเศษฟางย่อยสลาย
ก็จะให้อินทรีย์วัตถุ และ ธาตุอาหารแก่พืชอีกด้วย